![]() |
|
Spaces home KRISSPhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
KRISSความรู้เป็นของโลก ไม่ใช่ของกู
May 22 กลบทตรีพจนบท
ดัดแปลงเปลี่ยนแก้เก่า กลบท ร้อยเรียบเรียงรสจัด แจกถ้อย ที่ควรฟัดผูกพจน์ ผันผ่อน ดูลองซ้ำอ่านสร้อย เสกซ้อน คาบสาม สัมผัสคำที่ 3 ตรีพิธพรรณ
สัมผัสคำที่ 4 จัตวาฑัณฑี สัมผัสคำที่ 5 สี่สุภาพ ดัดแปลงเปลี่ยนแก้เก่า กลบท
ถ้อยแจกจัดเรียงรส เรียบร้อย ที่ควรฟัดผูกพจน์ ผันผ่อน สามคาบซ้อนเสกสร้อย อ่านซ้ำ ลองดู บทกลเก่าแก้เปลี่ยน แปลงดัด
ร้อยเรียบเรียงรสจัด แจกถ้อย ผ่อนผันพจน์ผูกฟัด ควรที่ ดูลองซ้ำอ่านสร้อย เสกซ้อน คาบสาม บทกลเก่าแก้เปลี่ยน แปลงดัด ถ้อยแจกจัดเรียงรส เรียบร้อย ผ่อนผันพจน์ผูกฟัด ควรที่ สามคาบซ้อนเสกสร้อย อ่านซ้ำ ลองดู March 20 ภาษาถิ่น"มีไขควงขายไหมครับ" ผมเอ่ยถามสาวเซเว่น
"ซากุไรน่ะ" พ่อผมเอ่ยตามมาทันที
..... สาวเซเว่นอึ้งไปชั่วครู่ ไม่รู้ว่าอึ้งเพราะคำว่า ไขควง หรือ ซากุไร กันแน่
สุดท้ายเธอก็ตอบมาว่า "ไม่มีค่ะ"
...ในแท็กซี่...
แท็กซี่วิ่งผ่านซอยแคบๆ กำลังจะถึงปากซอย มีแท็กซี่อีกคันวิ่งสวนมา เนื่องจากเป็นซอยแคบจึงวิ่งสวนกันไม่ได้ แท็กซี่คันหน้าจึงจอดหลบข้างทาง พ่อผมบอกคนขับ "เนี่ย มันจอดอยู่งี้ ถ้าเราไปชนเราก็ผิดเลย เพราะมันจอดเฉยๆ มันแต้มแก่ "
แต่คราวนี้แท็กวี่ก้เป็นคนต่างจังหวัด ผมถามว่า "พี่รู้ป่าวว่าแต้มแก่คืออะไร" แท็กซี่ก็บอกว่ารู้
ภาษาบ้านผมนี่มีอะไรแปลกๆเยอะ บางอันก็เหมือนอิสาน บางอันก็เหนือ บางอันก็ใต้ สร้างความยากลำบากให้ผมในตอนแรกที่เข้ากรุงมา เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดมันเป็นภาษาบ้านผม
โถล่ = ผิดที่ผิดทาง (บางทีเรียกโถล่โถ่ทิ่ม)
มอด = มุด,ลอด
โทรทัศน์ไม่แจ่ม = โทรทัศน์ไม่ชัด
ย้ายช่อง = เปลี่ยนช่อง (โทรทัศน์)
ช่องเสีย = เวลาโทรทัศน์เกิดขัดข้องทางเทคนิก (เมื่อก่อนเป็นบ่อย)
ไฮ้!!! = เฮ้ย!!! (อุทานเวลาตกใจ ไม่ใช่คำทักทายนะ)
ว่างๆจะมา list ต่อ
February 08 OOP ภาคทฤษฎี 2.2: EncapsulationEncapsulation ....
จาก contract model ที่พูดถึงไปคราวที่แล้ว หาก Server เซ็นสัญญาว่าจะมี service ใดๆให้โลกภายนอก client ก็จะสนใจเฉพาะ service นั้น โดยไม่สนใจว่า Server จะจัดการอย่างไรให้ได้มาซึ่ง service
นิยามของ Encapsulation:
เราจะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้ว Encapsulation เป็นส่วนเติมเต็มของ Abstraction และถ้ามองลึกลงไปอีก Encapsulation นั้นก็เป็น concept สัมพัทธ์เช่นเดียวกับ Abstraction นั่นคือเมื่อเรา abstract สิ่งใดให้มีลักษณะภายนอกในขอบเขตสมมติใดๆ Encapsulation ก็จะสนใจลักษณะภายในของสิ่งนั้น ภายในขอบเขตสมมติดังกล่าว
ประโยชน์ของ Encapsulation หลักๆก็คือทำให้เราเปลี่ยนแปลง "ภายใน" (เทียบกับขอบเขตสมมติ) ได้ง่าย เพราะเมื่อ client สนใจแต่สิ่งภายนอกที่สัมผัสได้ server ก็สามารถเปลี่ยนแปลงภายในได้โดยยึดหลักเพียงอย่างเดียวว่าให้ภายนอกคงเดิม
เช่นการแบ่งกลุ่มคราวที่แล้ว
พิจารณากลุ่มที่ 2 ตราบใดที่ยังเป็นผู้หญิง และหน้าตาดีอยู่ 10 คนนี้ก็จะยังอยู่ในกลุ่มที่ 2 ไม่ว่าความสวย และเพศหญิงนั้นจะเกิดจากธรรมชาติ หรือ ยันฮี
January 25 OOP ภาคทฤษฎี 2.1: Abstraction (cont.)เวลาวิเคราะห์ระบบหนึ่งๆ เราจะพบว่า Abstraction มีตั้งแต่อันที่สามารถอธิบายหรือสอดคล้องกับประเด็นปัญหาได้ ไปจนถึงอันที่ไม่รู้จะมีทำไม (แล้วแต่ความสามารถและประสบการณ์ในการวิเคราะห์ระบบ) ซึ่งพอจะแบ่งกว้างๆตาม "ความมีประโยชน์" ได้ดังนี้
สิ่งที่เราอยากได้เมื่อวิเคราะห์ระบบ ก็คือ Entity abstraction
ขอนิยาม concept ของ client-server หน่อย ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง client-server ในเชิง architecture นะ client คือ object ใดๆที่ใช้งาน resource ของ object อื่น และมองในมุมกลับกัน object ที่ถูก object อื่นใช้ resource ก็คือ server เราสามารถบ่งบอกลักษณะของ object ได้จาก "service" ที่ มันมีให้คนอื่น กับ "operation" ที่มันสามารถกระทำต่อคนอื่น ซึ่งมุมมองนี้ก็คือการดูเฉพาะลักษณะภายนอกของ object นั้นๆ
มี model ที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือ contract model : object ใดๆจะ (ประหนึ่ง) เซ็นสัญญากับโลกภายนอกว่า ตัวข้านี้จะมี สิ่งนั้นสิ่งนี้ ให้ object อื่นมองเห็น และนำไปใช้ กล่าวคือ เป็นสิ่งที่ client คาดหวังว่า server จะต้องมี โดย server จะไปทำยังไงภายในนั้น client ไม่สนใจ ----------------------------------------------------------------------------------- โอย เหนื่อย พักหน่อย concept ต่างๆที่เล่ามา และจะเล่าต่อไปนั้น จริงๆแล้วเราใช้อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่มันยากที่จะอธิบาย (อาจเพราะผมเองอธิบายได้เท่านี้) เมื่อคนเผชิญกับสิ่งที่ซับซ้อน และ คนคนนั้นไม่ใช่อัจฉริยะ เขาก็จะเริ่มการ generalize สิ่งต่างๆ เพื่อให้จำนวนของมันน้อยลง หรือ specialize สิ่งต่างๆ เพื่อพิจารณาเจาะจงลงไป generalization เป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบนัก แต่มันก็ลดงาน labor ลงได้ เช่นเวลาพิจารณาคนงาน 100 คน แทนที่จะดูทีละคน เราก็ generalize ขึ้นมาทีละระดับ จนได้จำนวนกลุ่มที่ง่ายต่อการพิจารณาเช่นสุดท้ายอาจเหลือ
ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นนี้ เราต้องตัดลักษณะพิเศษมากมายของแต่ละคนออกไป เพื่อจะให้ fit ในกลุ่มที่เราต้องการ ซึ่งถ้าการจัดกลุ่มนี้เป็นการจัดกลุ่มที่ไม่มีประโยชน์ต่อมุมมองที่สนใจ เราก็จะบริหารต่อได้ลำบาก คนงานข้างต้น แบ่งได้อีกแบบ
ซึ่งสุดท้ายก็ได้ 100 คนเหมือนกัน หรือ
นี่ก็เป็นการจัดกลุ่มแบบ abstract จัดๆเลย
แล้วไง? กลุ่มต่างๆที่เราแบ่ง คือ server หนึ่งๆ และเราคือ client ซึ่งเราจะรู้ว่าเราจะคาดหวัง contract หรือ responsibility อะไรได้จากกลุ่มนั้นๆ เช่นการแบ่งแบบแรก ถ้ามี object ไหนอยู่ในกลุ่ม "ผู้ชาย-ไม่มีปัญหา" แล้วจะมีปัญหาหรือไม่ใช่ผู้ชายไม่ได้--ผิดสัญญา หรือการแบ่งแบบที่ 2 ถ้าเราอยากได้นางแบบ เราก็เลือกจากกลุ่ม ผู้หญิง-หน้าตาดี ได้ทันที
abstraction เป็น concept ที่ "หุ่นยนต์" มากๆ
January 24 OOP ภาคทฤษฎี 2.1: AbstractionAbstraction เป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์ใช้จัดการกับความซับซ้อน คำจำกัดความจากคุณปู่ Booch ว่าไว้ว่า:
"ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นสิ่งเดียวในโลก" นี่เป็นคำกล่าวของผมเอง หะๆ แต่ว่าในการจะจัดการสิ่งต่างๆในโลกนั้นถ้าเรามองทุกๆสิ่งในลักษณะดังกล่าวก็คงจะไม่มีวันจบสิ้น และเพราะของต่างๆมีเยอะแยะหมื่นพันแสนล้านอย่างนี่แหละ ทำให้เราต้อง "หลับหูหลับตามอง" หลายๆ object ว่าคือ "ของอย่างเดียวกัน" ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์กันลงไปแล้ว คำว่า "ของอย่างเดียวกัน" ก็เป็นการสมมติขึ้นเพื่อพิจารณาให้ง่าย เพราะจริงๆแล้วการจัดหมวดหมู่ก็คือการ "รับรู้สิ่งความเหมือน และละความต่างไว้ชั่วคราว"
ซึ่งไอ้การรับรู้ความเหมือน ปกปิดความต่างเนี่ย มันแล้วแต่มุมมอง และความสนใจในขณะหนึ่งๆ (เลยมีคำว่า "ชั่วคราว") ของแต่ละคนมอง และเรามี "อำนาจ" ปลอมๆที่จะมองสิ่งต่างๆในแบบที่เราต้องการ และทำความเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น
งงกันเลย หะๆ
เรามี โต๊ะไม้สีแดง โต๊ะเหล็กสีขาว โต๊ะกระดาษสีขาว เก้าอี้ไม้สีแดง อย่างละ 1
เราจะมองวัตถุ 4 ชิ้นนี้อย่างไร (แต่จริงๆแล้ว แค่ผมบรรยายถึงวัตถุ 4 ชิ้นนี้ ผมก็ได้ทำการ "มอง" มันไปแล้ว และคนที่อ่าน และรับรู้ได้ว่าวัตถุ 4 ชิ้นนี้คืออะไรบ้างก็ได้ทำการ "มอง" ไปแล้วเช่นกัน)
ความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆของมนุษย์นั้นส่วนหนึ่งเกิดจาก abstraction หลายๆมุม หลายๆระดับอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ต้องคิด เช่นในกรณีนี้ เราจะ abstract วัตถุ 4 ชิ้นนี้ได้หลายๆทาง
วัตถุ 4 ชิ้น
โต๊ะ 3 ตัว เก้าอี้ 1 ตัว
วัตถุสีขาว 2 ชิ้น สีแดง 2 ชิ้น
เฟอร์นิเจอร์ไม้ 2 เหล็ก 1 กระดาษ 1
โต๊ะไม้สีแดง โต๊ะเหล็กสีขาว โต๊ะกระดาษสีขาว เก้าอี้ไม้สีแดง
...
etc.
การมองเป็น "วัตถุ 4 ชิ้น" เป็นการมองในระดับสูงสุด คือมองทุกอย่างในโลกเหมือนกัน และไม่เห็นความแตกต่างอันใด
การมองเป็น "โต๊ะไม้สีแดง โต๊ะเหล็กสีขาว โต๊ะกระดาษสีขาว เก้าอี้ไม้สีแดง" เป็นการมองในระดับต่ำสุด (ในที่นี้ถือว่า 4 ชิ้นนี้ไม่แบ่งแยกไปเป็นอะตงอะตอมอะไรอีกนะ) คือมองในระดับ atomic ที่สุด ทุกอย่างต่างกันหมด ไม่มีอะไรเหมือนกัน
ส่วนการมองแบบที่เหลือก็ต่างมุมมองกันไป
ไม่ว่าระดับไหน ก็มีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจ 4 สิ่งนี้ทั้งสิ้น และเวลาจะเลือกใช้การมองสิ่งต่างๆ เราก็ต้องเลือกระดับที่เหมาะสม หรือสนใจ เพื่อ manage ความซับซ้อนให้ได้
อธิบายต่อคราวหน้า
January 23 วันเกิดวันเกิดฉัน ... ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ
หะๆ
จริงๆแล้วแม้แต่ผมเองยังเกือบลืม
happy birthday to me, to me
January 01 Happy New Year to me, to me...Happy new year to myself...
ไป shopping มา 2 วันซ้อน ... ได้ปากกาเจล (เห็นที่ออฟฟิศเขาฮิตกัน) กะกรอบรูป (ไม่จ๊าบมาก เพราะ จ๊าบๆ มักจะแพงๆ)
มีรูปแฟนอยู่บนโต๊ะทำงานแล้วหายเครียดได้แฮะ ไม่น่าเชื่อ แต่ไม่รู้ productivity จะต่ำลงรึเปล่า เพราะมัวแต่มอง
อิๆ
นอกจากนั้นยังซื้อหลอดไฟซิลวาเนียมาวันละหลอด ... โรคจิตรึไง ทำไมต้องซื้อวันละหลอด ... ก็ด้วยความล่กๆ อยู่ๆก็อยากไปเดินเล่น การซื้อของครั้งนี้จึงไม่มี Checklist แต่อย่างใด พาลไม่ได้ตรวจดูให้ดีว่าจะเอามาใช้ได้หรือปล่าว หลอดแรก ปรากฏว่ายาวไป ทำให้ใส่ฝาครอบไม่ได้ ... หลอดที่ 2 คนเราก็ต้องมีการเรียนรู้กันบ้าง พอเอาไปใส่ก็พอดี Happy คราวนี้ไฟห้องน้ำก็ไม่กินไฟซะที (เหมือนบ่นเลยแฮะ "ทำไงก็ไม่กินไฟซะที")
..........................................
นอกจากนั้นยังไปสมัครสมาชิกซึทาย่าอีกด้วย เช่า Troy มาดู เพราะพลาดมาตลอด ไม่ได้ดูซักที ชอบแฮะ Troy อันนี้เป็นเรื่องของมนุษย์ล้วนๆ ไม่มีเทพลงมาให้เห็นเลย แต่ก็ยังดูได้โดยเนื้อความยังโอเค ...
แต่ก็พยายามเอาเทพ และ อภินิหารออกไปจัดๆเลยนะ เพราะจริงๆแล้ว Paris เนี่ยไม่ได้มีฝีมืออะไร แต่ Aprodite ช่วยให้ยิงโดน Achilles และยิงทีเดียวตายเลยด้วย เพราะโดนเอ็นร้อยหวาย ซึ่งเป็นจุดอ่อนเพียงจุดเดียวของ Achilles (ก็เลยเรียกว่า Achilles's tendon) ผู้เป็นอมตะ
อีกหลายๆจุดก็ อืม ... เช่นเรื่องอมตะ หรือ Immortality นี่แหละ ที่พยายามเน้นเรื่อง "นรชาติวางวาย" เหลือเกิน เน้นมันทั้งเรื่อง แทนที่จะ"ฆ่าไม่ตาย" กลับกลายเป็น "ข้าไม่ตาย" ไปซะ ยังดีที่มี Hector มาเบรกๆไว้บ้าง
แต่รวมๆก็ชอบนะ เพราะชอบหนัง Epic อยู่แล้ว ไม่ว่าใครจะวิจารณ์ยังไง เพราะหนังพวกนี้เป็นโครงการหญ่มากๆ ต้องใช้ความตั้งใจ และพิถีพิถัน และการบริหารที่ดี พูดง่ายๆคือ "ทำเสร็จออกมาได้ก็บุญแล้ว"
ไปหละ ก่อนที่จะกลายเป็นเทพนิยายกรีก
November 28 ความสุขง่ายๆซื้อ Headset มาใหม่
ฟัง Bjork + the Cardigans... เพลิดเพลิน
ซื้อ mouse ใหม่
วาดรูปได้แล้ว precision สูงขึ้นกว่า cordless อันเก่า
ความสุขง่ายๆ
ความสุขยากๆคือ จะไปเนเธอร์แลนด์
ยืมตังค์ กะเวลา หน่อยดิ November 20 Adverbs of Frequencyมีน้องมาถามเรื่อง Adverbs of Frequency อะ นี่เลย: Always Usually Frequently Often Sometimes Occasionally=Now and then=Once in a while Rarely Seldom Hardly ever Never
เรียงจากบ่อยสุดลงมา sometimes = 50%
October 23 Let me entertain youวันนี้ไปงาน
งานอะไรนะ .... ลืมชื่อเฉยเลย
อะไรซักอย่าง ที่มีสโลแกนตรงป้ายหน้างานว่า "นักธุรกิจ พบนักวิทยาศาสตร์"
ไปดูแล้วก็ค่อนข้างผิดหวัง เหมือนกับการไปดูงานทั่วๆไปที่เคยนั่นแหละ
คิดว่าจะไม่เสียเวลาไปงานไหนอีกแล้ว ถ้าไม่จำเป็น หรือถ้าไม่รู้มาว่ามันน่าสนใจจริงๆ
คนจัดงานก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ
เพราะผมก็ไม่ค่อยถูกใจงานไหนง่ายๆอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าผมไม่ชอบก็ไม่ได้แปลว่างานไม่ดี
เอ หรือว่าคนจัดจะไม่แคร์อยู่แล้วหว่า
ไม่รู้แฮะ ไม่เคยจัดงานนอกบรรยากาศแคมปัส
เลยไม่รู้ว่า คนที่จัดข้างนอก โดยมีเงิน หรือหน้าที่บังคับ จะสนใจความรู้สึกของคนมาร่วมงานขนาดไหน
จริงๆก็อยากลองจัดดูบ้างเหมือนกันนะ งานภายนอก ที่ไม่มีเงิน และหน้าที่บังคับ
ถ้าให้ผมจัด ก็คงเป็นงานแสดงดนตรี ที่มีบรรยากาศแบกะดิน เหมือนในงานลอยกระทงที่จุฬา
แต่จัดให้ใหญ่ขึ้นมานิดนึง และมีการแสดงอื่นเพิ่ม เช่นแสดงละคร หรือจินตลีลาประกอบ แล้วก็มี Projector ใหญ่ๆซักอัน ฉาย CG ประกอบ
อยากแสดงอะไรให้มันสุดๆ ทั้งคนเล่น คนจัด และคนดู
ไม่รู้จะเป็นไปได้ไหม
October 12 IMHOIMHO โลกนี้เป็นสีเทา
IMHO โลกนี้อยู่ยาก
IMHO มีคนเห็นแก่ตัวและคนเอื้อเฟื้อ
IMHO ในคนเห็นแก่ตัวมีความเอื้อเฟื้อ
IMHO ในคนเอื้อเฟื้อมีควาเห็นแก่ตัว
IMHO โลกนี้อยู่ยาก
IMHO โลกนี้เป็นสีเทา
August 31 เหงาจังสวัสดี
สิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์
อำลาคนแล้วจะได้ความเหงา
อำลาความเหงาแล้วจะได้คน
เอ๊ะ ยังไง
July 24 Greek Myth 12โอว หลังจากที่อดทนลอยคอรอคอยกันอยู่นาน ก็ได้มีเวลามาเขียนจั๊กกะที
ตอนที่แล้วพูดถึง Hera พูดต่อเลยละกัน
หลังจาก Zeus ใช้เล่ห์กล (?) จน Hera ตกหลุม ทั้งสองก็แต่งงานกัน มีแขกเหรื่อมาร่วมงานมากมาย Mother Earth ให้ของขวัญแก่ Hera คือต้นแอปเปิ้ลแห่งความอมตะ Hera ปลูกมันไว้ที่สวนลับ Hesperides ทางทิศตะวันตก และให้มังกรร้อยหัวเฝ้าไว้
Zeus รัก Hera มาก แต่ก็ชอบโขดหินและโหนกเนินต่างๆในกรีซไม่แพ้กัน อิๆ ก็เลยชอบแปลงกายลงมาเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เอ่อ อันหลังนี่ไม่ใช่ เพื่อหาเหล่าบ้านเล็กบ้านน้อย โดยถือคติว่ายิ่งมีลูกของเทพอย่างตนมากเท่าไหร่ ก็น่าจะเป็นการดีกับกรีซมากเท่านั้น
ลูกทุกๆคนของ Zeus ล้วนเป็นใหญ่เป็นโต บ้างก็เป็น Hero บ้างก็เป็นผู้ปกครองแคว้น ซึ่งก็น่ายินดี แต่ Hera กลับไม่ชอบใจ และทำทุกวิถีทางเพื่อทรมานกลั่นแกล้งเหล่าเมียและลูกของ Zeus และก็อย่างที่บอก Zeus นั้นก็เหมือนกับผู้ชายทั่วๆไป คือ ไม่กล้าหือ ...
Hera รู้แกวสามีสุดที่รักเป็นอย่างดี และก็คอยเฝ้าระวังสอดแนมอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่ง Hera มองลงมาบนโลก และเห็นเมฆฝนฟ้าคนองในบริเวณหนึ่ง ทั้งๆที่ใกล้เคียงก็อากาศแจ่มใสดี เธอแว่บเข้าไปในหมู่เมฆนั้นทันที!!!!
... แต่สิ่งที่เธอพบคาหนังคาเขา ก็คือ Zeus ยืนยิ้มแหะๆ กะวัวสีขาวหิมะตัวหนึ่ง (คาหนังคาเขาจริงๆ) ด้วยสัญชาติญาณเมียหลวง เธอก็ทำเป็นไม่รู้ว่าวัวนั้นคือเมียน้อย และอ้อนวอนขอวัวตัวนั้นจาก Zeus ฝ่าย Zeus ก็แหะๆ และขัดขืนไม่ได้ จึงให้ไป ...
Hera ผูกวัวขาว (ภายหลังทราบชื่อว่าคือ IO ... อ่านว่า ไอโอ) ไว้กับต้นไม้และสั่งให้ Argus ผู้แข็งแกร่งและมี 100 ตา (มีกี่ยายวะ? ตึกโป๊ะ!) เฝ้าไว้
ตาทั้ง 100 ของ Argus นั้นไม่เคยหลับพร้อมๆกันเลย .... จบห้วนๆก่อนนะ ติดตามตอนต่อไป
June 16 Greek Myth 11ที่ว่า Zeus ไม่กลัวอะไรเลยนั้นก็มีข้อยกเว้นอยู่ เพราะว่า Zeus ก็เป็นสมาชิกชมรมเกลียมัว เช่นเดียวกับคนแถวๆนี้ เมียที่ว่าก็คือ Hera เมียใหญ่นั่นเอง | |||||||||||||||