Krissana 的个人资料KRISS照片日志列表更多 工具 帮助

日志


5月22日

กลบท

ตรีพจนบท
    ดัดแปลงเปลี่ยนแก้เก่า     กลบท
ร้อยเรียบเรียงรสจัด              แจกถ้อย
ที่ควรฟัดผูกพจน์                  ผันผ่อน
ดูลองซ้ำอ่านสร้อย              เสกซ้อน คาบสาม
 
สัมผัสคำที่ 3 ตรีพิธพรรณ
สัมผัสคำที่ 4 จัตวาฑัณฑี
สัมผัสคำที่ 5 สี่สุภาพ
 
    ดัดแปลงเปลี่ยนแก้เก่า     กลบท
ถ้อยแจกจัดเรียงรส               เรียบร้อย
ที่ควรฟัดผูกพจน์                   ผันผ่อน
สามคาบซ้อนเสกสร้อย         อ่านซ้ำ ลองดู
 
     บทกลเก่าแก้เปลี่ยน         แปลงดัด
ร้อยเรียบเรียงรสจัด                แจกถ้อย
ผ่อนผันพจน์ผูกฟัด                 ควรที่
ดูลองซ้ำอ่านสร้อย                 เสกซ้อน คาบสาม
 
     บทกลเก่าแก้เปลี่ยน          แปลงดัด
ถ้อยแจกจัดเรียงรส                 เรียบร้อย
ผ่อนผันพจน์ผูกฟัด                  ควรที่
สามคาบซ้อนเสกสร้อย           อ่านซ้ำ ลองดู
3月20日

ภาษาถิ่น

"มีไขควงขายไหมครับ" ผมเอ่ยถามสาวเซเว่น
"ซากุไรน่ะ" พ่อผมเอ่ยตามมาทันที
..... สาวเซเว่นอึ้งไปชั่วครู่ ไม่รู้ว่าอึ้งเพราะคำว่า ไขควง หรือ ซากุไร กันแน่
สุดท้ายเธอก็ตอบมาว่า "ไม่มีค่ะ"
 
...ในแท็กซี่...
แท็กซี่วิ่งผ่านซอยแคบๆ กำลังจะถึงปากซอย มีแท็กซี่อีกคันวิ่งสวนมา เนื่องจากเป็นซอยแคบจึงวิ่งสวนกันไม่ได้ แท็กซี่คันหน้าจึงจอดหลบข้างทาง พ่อผมบอกคนขับ "เนี่ย มันจอดอยู่งี้ ถ้าเราไปชนเราก็ผิดเลย เพราะมันจอดเฉยๆ มันแต้มแก่  "
แต่คราวนี้แท็กวี่ก้เป็นคนต่างจังหวัด ผมถามว่า "พี่รู้ป่าวว่าแต้มแก่คืออะไร" แท็กซี่ก็บอกว่ารู้
 
ภาษาบ้านผมนี่มีอะไรแปลกๆเยอะ บางอันก็เหมือนอิสาน บางอันก็เหนือ บางอันก็ใต้ สร้างความยากลำบากให้ผมในตอนแรกที่เข้ากรุงมา เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดมันเป็นภาษาบ้านผม
 
โถล่ = ผิดที่ผิดทาง (บางทีเรียกโถล่โถ่ทิ่ม)
มอด = มุด,ลอด
โทรทัศน์ไม่แจ่ม = โทรทัศน์ไม่ชัด
ย้ายช่อง = เปลี่ยนช่อง (โทรทัศน์)
ช่องเสีย = เวลาโทรทัศน์เกิดขัดข้องทางเทคนิก (เมื่อก่อนเป็นบ่อย)
ไฮ้!!! = เฮ้ย!!! (อุทานเวลาตกใจ ไม่ใช่คำทักทายนะ)
 
ว่างๆจะมา list ต่อ
 
 
 
2月8日

OOP ภาคทฤษฎี 2.2: Encapsulation

Encapsulation ....
จาก contract model  ที่พูดถึงไปคราวที่แล้ว หาก Server เซ็นสัญญาว่าจะมี service ใดๆให้โลกภายนอก client ก็จะสนใจเฉพาะ service นั้น โดยไม่สนใจว่า Server จะจัดการอย่างไรให้ได้มาซึ่ง service
 
นิยามของ Encapsulation:
 
Encapsulation is the process of compartmentalizing the elements of an abstraction that constitute its structure and behavior; encapsulation serves to separate the contractual interface of an abstraction and its implementation.
 
เราจะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้ว Encapsulation เป็นส่วนเติมเต็มของ Abstraction และถ้ามองลึกลงไปอีก Encapsulation นั้นก็เป็น concept สัมพัทธ์เช่นเดียวกับ Abstraction นั่นคือเมื่อเรา abstract สิ่งใดให้มีลักษณะภายนอกในขอบเขตสมมติใดๆ Encapsulation ก็จะสนใจลักษณะภายในของสิ่งนั้น ภายในขอบเขตสมมติดังกล่าว
 
ประโยชน์ของ Encapsulation หลักๆก็คือทำให้เราเปลี่ยนแปลง "ภายใน" (เทียบกับขอบเขตสมมติ) ได้ง่าย เพราะเมื่อ client สนใจแต่สิ่งภายนอกที่สัมผัสได้ server ก็สามารถเปลี่ยนแปลงภายในได้โดยยึดหลักเพียงอย่างเดียวว่าให้ภายนอกคงเดิม
 
เช่นการแบ่งกลุ่มคราวที่แล้ว
 
  • ผู้ชาย-หน้าตาดี 10
  • ผู้หญิง-หน้าตาดี 10
  • ผู้ชาย-หน้าตาไม่ดี 40
  • ผู้หญิง-หน้าตาไม่ดี 40
  • พิจารณากลุ่มที่ 2 ตราบใดที่ยังเป็นผู้หญิง และหน้าตาดีอยู่ 10 คนนี้ก็จะยังอยู่ในกลุ่มที่ 2 ไม่ว่าความสวย และเพศหญิงนั้นจะเกิดจากธรรมชาติ หรือ ยันฮี

     

    1月25日

    OOP ภาคทฤษฎี 2.1: Abstraction (cont.)

    เวลาวิเคราะห์ระบบหนึ่งๆ เราจะพบว่า Abstraction มีตั้งแต่อันที่สามารถอธิบายหรือสอดคล้องกับประเด็นปัญหาได้ ไปจนถึงอันที่ไม่รู้จะมีทำไม (แล้วแต่ความสามารถและประสบการณ์ในการวิเคราะห์ระบบ) ซึ่งพอจะแบ่งกว้างๆตาม "ความมีประโยชน์" ได้ดังนี้
    • Entity abstraction : object ที่เป็นตัวแทนของ entity ใน problem domain หรือ solution domain ได้ดี
    • Action abstraction : object ที่จัดกลุ่มของการกระทำไว้ด้วยกันเป็น set โดยสมาชิกใน set หนึ่งๆจะมีการกระทำเหมือนๆกัน
    • Virtual machine abstraction : จัดกลุ่มการกระทำที่ "ถูกใช้" โดย "การกระทำระดับสูงกว่า" เดียวกัน หรือ การกระทำที่ "ใช้" "การกระทำระดับต่ำกว่า" เดียวกัน
    • Coincidental abstraction : จัดกลุ่มการกระทำที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

    สิ่งที่เราอยากได้เมื่อวิเคราะห์ระบบ ก็คือ Entity abstraction

     

    ขอนิยาม concept ของ client-server หน่อย ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง client-server ในเชิง architecture นะ

    client คือ object ใดๆที่ใช้งาน resource ของ object อื่น และมองในมุมกลับกัน object ที่ถูก object อื่นใช้ resource ก็คือ server

    เราสามารถบ่งบอกลักษณะของ object ได้จาก "service" ที่ มันมีให้คนอื่น กับ "operation" ที่มันสามารถกระทำต่อคนอื่น ซึ่งมุมมองนี้ก็คือการดูเฉพาะลักษณะภายนอกของ object นั้นๆ

     

    มี model ที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือ contract model  : object ใดๆจะ (ประหนึ่ง) เซ็นสัญญากับโลกภายนอกว่า ตัวข้านี้จะมี สิ่งนั้นสิ่งนี้ ให้ object อื่นมองเห็น และนำไปใช้ กล่าวคือ เป็นสิ่งที่ client คาดหวังว่า server จะต้องมี โดย server จะไปทำยังไงภายในนั้น client ไม่สนใจ

    -----------------------------------------------------------------------------------

    โอย เหนื่อย

    พักหน่อย

    concept ต่างๆที่เล่ามา และจะเล่าต่อไปนั้น จริงๆแล้วเราใช้อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่มันยากที่จะอธิบาย (อาจเพราะผมเองอธิบายได้เท่านี้)

    เมื่อคนเผชิญกับสิ่งที่ซับซ้อน และ คนคนนั้นไม่ใช่อัจฉริยะ เขาก็จะเริ่มการ generalize สิ่งต่างๆ เพื่อให้จำนวนของมันน้อยลง หรือ specialize สิ่งต่างๆ เพื่อพิจารณาเจาะจงลงไป

    generalization เป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบนัก แต่มันก็ลดงาน labor ลงได้ เช่นเวลาพิจารณาคนงาน 100 คน แทนที่จะดูทีละคน เราก็ generalize ขึ้นมาทีละระดับ จนได้จำนวนกลุ่มที่ง่ายต่อการพิจารณาเช่นสุดท้ายอาจเหลือ

    • คนงานมีปัญหา-ชาย 25
    • คนงานมีปัญหา-หญิง 30
    • คนงานไม่มีปัญหา-ชาย 25
    • คนงานไม่มีปัญหา-หญิง 20

    ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นนี้ เราต้องตัดลักษณะพิเศษมากมายของแต่ละคนออกไป เพื่อจะให้ fit ในกลุ่มที่เราต้องการ ซึ่งถ้าการจัดกลุ่มนี้เป็นการจัดกลุ่มที่ไม่มีประโยชน์ต่อมุมมองที่สนใจ เราก็จะบริหารต่อได้ลำบาก

    คนงานข้างต้น แบ่งได้อีกแบบ

    • ผู้ชาย-หน้าตาดี 10
    • ผู้หญิง-หน้าตาดี 10
    • ผู้ชาย-หน้าตาไม่ดี 40
    • ผู้หญิง-หน้าตาไม่ดี 40

    ซึ่งสุดท้ายก็ได้ 100 คนเหมือนกัน

    หรือ

    • คน 100 คน

    นี่ก็เป็นการจัดกลุ่มแบบ abstract จัดๆเลย

     

    แล้วไง? กลุ่มต่างๆที่เราแบ่ง คือ server หนึ่งๆ และเราคือ client ซึ่งเราจะรู้ว่าเราจะคาดหวัง contract หรือ responsibility อะไรได้จากกลุ่มนั้นๆ

    เช่นการแบ่งแบบแรก ถ้ามี object ไหนอยู่ในกลุ่ม "ผู้ชาย-ไม่มีปัญหา" แล้วจะมีปัญหาหรือไม่ใช่ผู้ชายไม่ได้--ผิดสัญญา

    หรือการแบ่งแบบที่ 2 ถ้าเราอยากได้นางแบบ เราก็เลือกจากกลุ่ม ผู้หญิง-หน้าตาดี ได้ทันที

     

    abstraction เป็น concept ที่ "หุ่นยนต์" มากๆ

     

    1月24日

    OOP ภาคทฤษฎี 2.1: Abstraction

    Abstraction เป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์ใช้จัดการกับความซับซ้อน คำจำกัดความจากคุณปู่ Booch ว่าไว้ว่า:
    An abstraction denotes the essential characteristics of an object that distinguish it from all other kinds of objects and thus provide crisply defined conceptual boundaries, relative to the perspective of the viewer.
     
     
    "ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นสิ่งเดียวในโลก" นี่เป็นคำกล่าวของผมเอง หะๆ แต่ว่าในการจะจัดการสิ่งต่างๆในโลกนั้นถ้าเรามองทุกๆสิ่งในลักษณะดังกล่าวก็คงจะไม่มีวันจบสิ้น และเพราะของต่างๆมีเยอะแยะหมื่นพันแสนล้านอย่างนี่แหละ ทำให้เราต้อง "หลับหูหลับตามอง" หลายๆ object ว่าคือ "ของอย่างเดียวกัน" ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์กันลงไปแล้ว คำว่า "ของอย่างเดียวกัน" ก็เป็นการสมมติขึ้นเพื่อพิจารณาให้ง่าย เพราะจริงๆแล้วการจัดหมวดหมู่ก็คือการ "รับรู้สิ่งความเหมือน และละความต่างไว้ชั่วคราว"
     
    ซึ่งไอ้การรับรู้ความเหมือน ปกปิดความต่างเนี่ย มันแล้วแต่มุมมอง และความสนใจในขณะหนึ่งๆ (เลยมีคำว่า "ชั่วคราว") ของแต่ละคนมอง และเรามี "อำนาจ" ปลอมๆที่จะมองสิ่งต่างๆในแบบที่เราต้องการ และทำความเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น
     
    งงกันเลย หะๆ
     
    เรามี โต๊ะไม้สีแดง โต๊ะเหล็กสีขาว โต๊ะกระดาษสีขาว เก้าอี้ไม้สีแดง อย่างละ 1
     
    เราจะมองวัตถุ 4 ชิ้นนี้อย่างไร (แต่จริงๆแล้ว แค่ผมบรรยายถึงวัตถุ 4 ชิ้นนี้ ผมก็ได้ทำการ "มอง" มันไปแล้ว และคนที่อ่าน และรับรู้ได้ว่าวัตถุ 4 ชิ้นนี้คืออะไรบ้างก็ได้ทำการ "มอง" ไปแล้วเช่นกัน)
     
    ความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆของมนุษย์นั้นส่วนหนึ่งเกิดจาก abstraction หลายๆมุม หลายๆระดับอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ต้องคิด เช่นในกรณีนี้ เราจะ abstract วัตถุ 4 ชิ้นนี้ได้หลายๆทาง
     
    วัตถุ 4 ชิ้น
    โต๊ะ 3 ตัว เก้าอี้ 1 ตัว
    วัตถุสีขาว 2 ชิ้น สีแดง 2 ชิ้น
    เฟอร์นิเจอร์ไม้ 2 เหล็ก 1 กระดาษ 1
    โต๊ะไม้สีแดง โต๊ะเหล็กสีขาว โต๊ะกระดาษสีขาว เก้าอี้ไม้สีแดง
    ...
    etc. 
    การมองเป็น "วัตถุ 4 ชิ้น" เป็นการมองในระดับสูงสุด คือมองทุกอย่างในโลกเหมือนกัน และไม่เห็นความแตกต่างอันใด
    การมองเป็น "โต๊ะไม้สีแดง โต๊ะเหล็กสีขาว โต๊ะกระดาษสีขาว เก้าอี้ไม้สีแดง" เป็นการมองในระดับต่ำสุด (ในที่นี้ถือว่า 4 ชิ้นนี้ไม่แบ่งแยกไปเป็นอะตงอะตอมอะไรอีกนะ) คือมองในระดับ atomic ที่สุด ทุกอย่างต่างกันหมด ไม่มีอะไรเหมือนกัน
    ส่วนการมองแบบที่เหลือก็ต่างมุมมองกันไป
     
    ไม่ว่าระดับไหน ก็มีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจ 4 สิ่งนี้ทั้งสิ้น และเวลาจะเลือกใช้การมองสิ่งต่างๆ เราก็ต้องเลือกระดับที่เหมาะสม หรือสนใจ เพื่อ manage ความซับซ้อนให้ได้
     
    อธิบายต่อคราวหน้า
     
     
     
    1月23日

    วันเกิด

    วันเกิดฉัน ... ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ
     
    หะๆ
    จริงๆแล้วแม้แต่ผมเองยังเกือบลืม
     
    happy birthday to me, to me 
     
     
    1月1日

    Happy New Year to me, to me...

    Happy new year to myself...
     
    ไป shopping มา 2 วันซ้อน ... ได้ปากกาเจล (เห็นที่ออฟฟิศเขาฮิตกัน) กะกรอบรูป (ไม่จ๊าบมาก เพราะ จ๊าบๆ มักจะแพงๆ)
     
    มีรูปแฟนอยู่บนโต๊ะทำงานแล้วหายเครียดได้แฮะ ไม่น่าเชื่อ แต่ไม่รู้ productivity จะต่ำลงรึเปล่า เพราะมัวแต่มอง
     
    อิๆ
     
    นอกจากนั้นยังซื้อหลอดไฟซิลวาเนียมาวันละหลอด ... โรคจิตรึไง ทำไมต้องซื้อวันละหลอด ... ก็ด้วยความล่กๆ อยู่ๆก็อยากไปเดินเล่น การซื้อของครั้งนี้จึงไม่มี Checklist แต่อย่างใด พาลไม่ได้ตรวจดูให้ดีว่าจะเอามาใช้ได้หรือปล่าว หลอดแรก ปรากฏว่ายาวไป ทำให้ใส่ฝาครอบไม่ได้ ... หลอดที่ 2 คนเราก็ต้องมีการเรียนรู้กันบ้าง พอเอาไปใส่ก็พอดี Happy คราวนี้ไฟห้องน้ำก็ไม่กินไฟซะที (เหมือนบ่นเลยแฮะ "ทำไงก็ไม่กินไฟซะที")
     
    ..........................................
     
     
    นอกจากนั้นยังไปสมัครสมาชิกซึทาย่าอีกด้วย เช่า Troy มาดู เพราะพลาดมาตลอด ไม่ได้ดูซักที ชอบแฮะ Troy อันนี้เป็นเรื่องของมนุษย์ล้วนๆ ไม่มีเทพลงมาให้เห็นเลย แต่ก็ยังดูได้โดยเนื้อความยังโอเค ...
              แต่ก็พยายามเอาเทพ และ อภินิหารออกไปจัดๆเลยนะ เพราะจริงๆแล้ว Paris เนี่ยไม่ได้มีฝีมืออะไร แต่ Aprodite ช่วยให้ยิงโดน Achilles และยิงทีเดียวตายเลยด้วย เพราะโดนเอ็นร้อยหวาย ซึ่งเป็นจุดอ่อนเพียงจุดเดียวของ Achilles (ก็เลยเรียกว่า Achilles's tendon) ผู้เป็นอมตะ
               อีกหลายๆจุดก็ อืม ... เช่นเรื่องอมตะ หรือ Immortality นี่แหละ ที่พยายามเน้นเรื่อง "นรชาติวางวาย" เหลือเกิน เน้นมันทั้งเรื่อง แทนที่จะ"ฆ่าไม่ตาย" กลับกลายเป็น "ข้าไม่ตาย" ไปซะ ยังดีที่มี Hector มาเบรกๆไว้บ้าง
     
                แต่รวมๆก็ชอบนะ เพราะชอบหนัง Epic อยู่แล้ว ไม่ว่าใครจะวิจารณ์ยังไง เพราะหนังพวกนี้เป็นโครงการหญ่มากๆ ต้องใช้ความตั้งใจ และพิถีพิถัน และการบริหารที่ดี  พูดง่ายๆคือ "ทำเสร็จออกมาได้ก็บุญแล้ว"
    ไปหละ ก่อนที่จะกลายเป็นเทพนิยายกรีก
     
     
     
    11月28日

    ความสุขง่ายๆ

    ซื้อ Headset มาใหม่
    ฟัง Bjork + the Cardigans... เพลิดเพลิน
     
    ซื้อ mouse ใหม่
    วาดรูปได้แล้ว precision สูงขึ้นกว่า cordless อันเก่า
     
    ความสุขง่ายๆ
     
    ความสุขยากๆคือ จะไปเนเธอร์แลนด์
    ยืมตังค์ กะเวลา หน่อยดิ
    11月20日

    Adverbs of Frequency

    มีน้องมาถามเรื่อง Adverbs of Frequency

    อะ นี่เลย:

    Always

    Usually

    Frequently

    Often

    Sometimes

    Occasionally=Now and then=Once in a while

    Rarely

    Seldom

    Hardly ever

    Never

     

    เรียงจากบ่อยสุดลงมา sometimes = 50%

     

    10月23日

    Let me entertain you

    วันนี้ไปงาน
    งานอะไรนะ .... ลืมชื่อเฉยเลย
    อะไรซักอย่าง ที่มีสโลแกนตรงป้ายหน้างานว่า "นักธุรกิจ พบนักวิทยาศาสตร์"
     
    ไปดูแล้วก็ค่อนข้างผิดหวัง เหมือนกับการไปดูงานทั่วๆไปที่เคยนั่นแหละ
     
    คิดว่าจะไม่เสียเวลาไปงานไหนอีกแล้ว ถ้าไม่จำเป็น หรือถ้าไม่รู้มาว่ามันน่าสนใจจริงๆ
     
     
    คนจัดงานก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ
    เพราะผมก็ไม่ค่อยถูกใจงานไหนง่ายๆอยู่แล้ว
    ดังนั้นถ้าผมไม่ชอบก็ไม่ได้แปลว่างานไม่ดี
     
    เอ หรือว่าคนจัดจะไม่แคร์อยู่แล้วหว่า
     
    ไม่รู้แฮะ ไม่เคยจัดงานนอกบรรยากาศแคมปัส
    เลยไม่รู้ว่า คนที่จัดข้างนอก โดยมีเงิน หรือหน้าที่บังคับ จะสนใจความรู้สึกของคนมาร่วมงานขนาดไหน
     
    จริงๆก็อยากลองจัดดูบ้างเหมือนกันนะ งานภายนอก ที่ไม่มีเงิน และหน้าที่บังคับ
    ถ้าให้ผมจัด ก็คงเป็นงานแสดงดนตรี ที่มีบรรยากาศแบกะดิน เหมือนในงานลอยกระทงที่จุฬา
    แต่จัดให้ใหญ่ขึ้นมานิดนึง และมีการแสดงอื่นเพิ่ม เช่นแสดงละคร หรือจินตลีลาประกอบ แล้วก็มี Projector ใหญ่ๆซักอัน ฉาย CG ประกอบ
     
    อยากแสดงอะไรให้มันสุดๆ ทั้งคนเล่น คนจัด และคนดู
    ไม่รู้จะเป็นไปได้ไหม
     
     
    10月12日

    IMHO

    IMHO โลกนี้เป็นสีเทา
    IMHO โลกนี้อยู่ยาก
    IMHO มีคนเห็นแก่ตัวและคนเอื้อเฟื้อ
    IMHO ในคนเห็นแก่ตัวมีความเอื้อเฟื้อ
    IMHO ในคนเอื้อเฟื้อมีควาเห็นแก่ตัว
    IMHO โลกนี้อยู่ยาก
    IMHO โลกนี้เป็นสีเทา
     
    9月3日

    Time Difference

     
    เพราะว่าเราห่าง .... ไกลกันเหลือเกิน
    8月31日

    เหงาจัง

    สวัสดี
    สิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์
     
    อำลาคนแล้วจะได้ความเหงา
    อำลาความเหงาแล้วจะได้คน
     
    เอ๊ะ ยังไง
     
     
    7月24日

    Greek Myth 12

    โอว หลังจากที่อดทนลอยคอรอคอยกันอยู่นาน ก็ได้มีเวลามาเขียนจั๊กกะที
     
    ตอนที่แล้วพูดถึง Hera พูดต่อเลยละกัน
     
    หลังจาก Zeus ใช้เล่ห์กล (?) จน Hera ตกหลุม ทั้งสองก็แต่งงานกัน มีแขกเหรื่อมาร่วมงานมากมาย Mother Earth ให้ของขวัญแก่ Hera คือต้นแอปเปิ้ลแห่งความอมตะ Hera ปลูกมันไว้ที่สวนลับ Hesperides ทางทิศตะวันตก และให้มังกรร้อยหัวเฝ้าไว้
     
    Zeus รัก Hera มาก แต่ก็ชอบโขดหินและโหนกเนินต่างๆในกรีซไม่แพ้กัน อิๆ ก็เลยชอบแปลงกายลงมาเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เอ่อ อันหลังนี่ไม่ใช่ เพื่อหาเหล่าบ้านเล็กบ้านน้อย โดยถือคติว่ายิ่งมีลูกของเทพอย่างตนมากเท่าไหร่ ก็น่าจะเป็นการดีกับกรีซมากเท่านั้น
     
    ลูกทุกๆคนของ Zeus ล้วนเป็นใหญ่เป็นโต บ้างก็เป็น Hero บ้างก็เป็นผู้ปกครองแคว้น ซึ่งก็น่ายินดี แต่ Hera กลับไม่ชอบใจ และทำทุกวิถีทางเพื่อทรมานกลั่นแกล้งเหล่าเมียและลูกของ Zeus และก็อย่างที่บอก Zeus นั้นก็เหมือนกับผู้ชายทั่วๆไป คือ ไม่กล้าหือ ...
     
    Hera รู้แกวสามีสุดที่รักเป็นอย่างดี และก็คอยเฝ้าระวังสอดแนมอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่ง Hera มองลงมาบนโลก และเห็นเมฆฝนฟ้าคนองในบริเวณหนึ่ง ทั้งๆที่ใกล้เคียงก็อากาศแจ่มใสดี เธอแว่บเข้าไปในหมู่เมฆนั้นทันที!!!!
     
    ... แต่สิ่งที่เธอพบคาหนังคาเขา ก็คือ Zeus ยืนยิ้มแหะๆ กะวัวสีขาวหิมะตัวหนึ่ง (คาหนังคาเขาจริงๆ) ด้วยสัญชาติญาณเมียหลวง เธอก็ทำเป็นไม่รู้ว่าวัวนั้นคือเมียน้อย และอ้อนวอนขอวัวตัวนั้นจาก Zeus ฝ่าย Zeus ก็แหะๆ และขัดขืนไม่ได้ จึงให้ไป ...
     
    Hera ผูกวัวขาว (ภายหลังทราบชื่อว่าคือ IO ... อ่านว่า ไอโอ) ไว้กับต้นไม้และสั่งให้ Argus ผู้แข็งแกร่งและมี 100 ตา (มีกี่ยายวะ? ตึกโป๊ะ!) เฝ้าไว้
     
    ตาทั้ง 100 ของ Argus นั้นไม่เคยหลับพร้อมๆกันเลย .... จบห้วนๆก่อนนะ ติดตามตอนต่อไป
     
     
    6月16日

    Greek Myth 11

    ที่ว่า Zeus ไม่กลัวอะไรเลยนั้นก็มีข้อยกเว้นอยู่ เพราะว่า Zeus ก็เป็นสมาชิกชมรมเกลียมัว เช่นเดียวกับคนแถวๆนี้ เมียที่ว่าก็คือ Hera เมียใหญ่นั่นเอง

    Hera จงเกลียดจงชังเมียอื่นๆของ Zeus มาก และจริงๆแล้วในครั้งแรกที่ Zeus ขอเธอแต่งงานนั้น เธอก็ไม่ยอมรับ Zeus หัวเสบรรดาลให้เกิดฝนฟ้าคะนอง แล้วแปลงร่างเป็นนก coockoo โผบินเข้า Hera ซึ่งก็อ้าแขนรับนกน้อยที่เปียกปอน แต่อนิจจา นกน้อยเปลี่ยนร่างกลับเป็นมหาเทพ Zeus ในบัดดล ...

    .....

     

    6月12日

    Greek Myth 10

    ในที่สุด Mother Earth ก็ล้มเลิกความตั้งใจล้มล้างรัฐบาล เอ่อ ล้มบัลลังก์ Zeus บาดแผลจากสงครามก็ค่อยๆเยียวยา และโลกก็กลับมามีชีวิตชีวา ทุกสิ่งทุกอย่างมีเทพคุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ทะเล ภูเขา และ Zeus ก็เริ่มการปกครองพิภพนับจากบัดนั้น

    เหล่า Cyclops ก็ได้สร้างวังของเหล่าเทพไว้เหนือเขา Olympus ที่สูงที่สุดในกรีก กั้นไว้ด้วยประตูเมฆที่เหล่าเทพเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าออกได้

    Iris เทพีแห่งสายรุ้ง หรือผู้นำสารของเหล่าเทพ (โดยเฉพาะ Zeus และ Hera) มีวิธีลงมาจาก Olympus ด้วยสายรุ้ง ดังนั้นเราจะเห็นสายรุ้งเวลาที่เทพเจ้าต้องการส่งข่าวอะไรบางอย่าง เคยได้ยินจากบางแหล่งว่า Iris นั้นเร็วกว่า Hermes เสียอีก ถ้าใครมีโอกาสได้ไปที่ปลายสายรุ้งก็จะเห็นผู้หญิงแต่งตัวธรรมดาๆแบบมนุษย์อยู่แถวๆนั้นแหละ

    ในวังแห่งเทพซึ่งไม่มีวันอับแสง เหล่าเทพ Olympian นั่งอยู่บน 12 บัลลังก์ทอง และร่วมกันปกครองสวรรค์และโลก ทั้งหมดมี 13 เทพ คือ Zeus และพี่น้อง 6 และลูกๆอีก 6 รวมกับ เทพีแห่งความรักอีก 1

    Zeus นั่งบนบัลลังก์ที่สูงที่สุด โดยมีกระบอกใส่สายฟ้าอยู่ข้างกาย ถัดมาทางขวาเป็น Hera พี่สาวซึ่งเป็นเมียใหญ่สุดในบรรดาเมียๆของ Zeus ด้วย ถัดจาก Hera ก็คือลูกชายของหล่อน Ares เทพแห่งสงครามที่มีสมุดอยู่เล่มหนึ่งเรียกว่า "สมุทรสงคราม" หะๆ ล้อเล่น และก็Hephaestus เทพแห่งไฟและการช่าง อ้อ ลืม ระหว่าง Hephaestus กับ Ares ก็คือ Aphrodite เทพีแห่งความรัก ซึ่งสามคนนี้ก็มีรักสามเส้าชวนปวดหัว

    ถัดไปอีกก็คือ Hermes ลูกของ Zeus ซึ่งเป็นธุรการและ Messenger แล้วก็พี่สาวของ Zeus คือ Demeter เทพีแห่งการเก็บเกี่ยวซึ่งอุ้ม Persephone ไว้บนตัก

    มาทางซ้ายของ Zeus บ้าง ทางซ้ายก็มี Poseidon เจ้าสมุทร ถัดไปเป็นลูกๆทั้ง 4 ของ Zeus คือ Athena เทพีแห่งความฉลาด ตามด้วยคู่แฝด Apollo เทพแห่งแสงสว่างและดนตรี กับ Artemis เทพีแห่งการล่าสัตว์ สุดท้ายคือ Dionysus เทพแห่งเหล้าองุ่น

    เอ๊ะ ไหนบอกมี 13 นี่มันแค่ 12 เอง เรายังไม่ได้นับ Hestia พี่สาวคนโตของ Zeus เธอเสียสละบัลลังก์ให้เทพอื่นๆ และยอมนั่งกลางวง คอยสุมไฟในเตาผิง เธอเป็นเทพีแห่งเตาผิง และเตาไฟทุกแห่งในโลกก็เปรียบเสมืนแท่นบูชาของเธอ นอกจากนี้เธอยังเป็นเทพที่อ่อนโยนที่สุดในหมู่ Olympians

    Hades เจ้าแห่งความตายพอใจที่จะอย่ในวังมืดๆใน Underworld และไม่เคยเหยียบย่างขึ้นไปบน Olympus

    เทพเจ้าไม่มีวันตาย เพราะสิ่งที่ไหลเวียนในกายนั้นไม่ใช่เลือด แต่เป็น ichor ปกติแล้วพวกเขาอยู่กันอย่างสงบสุข นั่งดื่มกิน ambrosia และ nectar แต่บางทีก็มีทะเลาะกระทบกระทั่งกัน และเมื่อถึงเวลานั้น Zeus จะวิ่งไปหยิบสายฟ้า และเทพทั้งหมดก็จะพากันสงบลง เพราะแท้จริงแล้ว Zeus คนเดียวก็แข็งแกร่งกว่าเทพทั้งหมดรวมกัน .... ว้าว

     

    Greek Myth 9

    ภูเขาลูกที่ Typhon ทุ่มใส่เหล่าเทพนั้นก็คือภูเขา Aetna (=Etna) แต่ Zeus หมา เอ๊ย มหาเทพมีหรือจะยอมพ่ายแพ้ รวบรวมความกล้าพร้อมสายฟ้าคู่ใจ ฟาดเปรี้ยงลงไป ภูเขานั้นก็ตกลงมาทับ Typhon จนออกมาไม่ได้ และพ่ายแพ้ไป

    ภูเขานั้นก็ได้กลายเป็นภูเขาไฟ Etna โดย Typhon ซึ่งยังไม่ตายก็พ่นหายใจฟืดฟาดอยู่ข้างใต้ และวันดีคืนดีพ่นลาวาออกมาทางปากปล่องให้น่ากลัวเล่น (ไม่รู้ตอนนี้ภูเขาไฟนี้ตายหรือยัง)

    ส่วน Echidna เมียของ Typhon นั้น Zeus ปล่อยเอาไว้พร้อมทั้งลูกๆ เพื่อให้เหล่าฮีโร่ในอนาคตมาทดสอบฝีมือ (เช่น Heracles เป็นต้น)

    a day to remember

    ฮ่ะๆๆๆ

    ขายหน้าที่สุดในชีวิตดนตรี

    เกิดมาไม่เคยทำวงล่มมาก่อนเลย หะๆๆๆ

    เอาเหอะ มันเป็นเหตุสุดวิสัย